Office Syndrome และอาการปวดเมื่อย: ปัญหาที่คนทำงานเจอทุกวัน
ทำความเข้าใจสาเหตุของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง และวิธีดูแลตัวเอง ที่ทำได้ระหว่างวันทำงานโดยไม่ต้องรอให้ลางาน
“Office Syndrome” เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงาน โดยเฉพาะการนั่งในท่าเดิมนาน ๆ การจ้องจอ และความเครียดสะสม อาการที่พบบ่อยได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ ตึงหลัง ปวดข้อมือ และปวดหัวจากความตึงของกล้ามเนื้อ
ทำไมคนทำงานออฟฟิศจึงปวดง่าย
- ท่านั่งที่ไม่เหมาะสม — จอต่ำหรือสูงเกินไปทำให้ต้องก้มหรือเงยค้างไว้นาน
- นั่งติดต่อกันเป็นชั่วโมง — กล้ามเนื้อไม่ได้ขยับ จึงตึงตัวสะสม
- ความเครียด — ทำให้กล้ามเนื้อบ่าและต้นคอเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว
- การนอนไม่พอ — กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
อาการที่พบบ่อยและวิธีดูแลเบื้องต้น
- ปวดคอ บ่า ไหล่ — ขยับคอช้า ๆ ยืดกล้ามเนื้อบ่า และทาและนวดเบา ๆ บริเวณที่ตึง
- ปวดหลังส่วนล่าง — ลุกยืนพักทุก 1 ชั่วโมง ปรับความสูงเก้าอี้ และทาและนวดบริเวณที่ปวด
- ปวดหัวจากความตึง — สูดดมกลิ่นสมุนไพร ทาขมับและหลังใบหู แล้วพักสายตาจากจอ
- ปวดข้อมือ — ปรับท่านั่งและตำแหน่งเมาส์/คีย์บอร์ด ให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง
บทบาทของน้ำมันสมุนไพรในกิจวัตรคนทำงาน
สิ่งที่คนทำงานต้องการคือ สิ่งที่หยิบใช้ได้ทันทีและไม่รบกวนงาน ขวดโรลออนขนาดกะทัดรัดจึงเป็นรูปแบบที่เหมาะ เพราะเปิดฝาสูดดมได้ทันทีเมื่อรู้สึกตึง และทาได้โดยไม่ต้องใช้มือจุ่มน้ำมัน ไม่ต้องล้างมือ และไม่ทิ้งความเหนียวติดคีย์บอร์ด
มหาเฮิร์บส์มีข้อบ่งใช้เรื่องการบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นตัวช่วยระหว่างวัน เช่น ทาตอนบ่ายที่กล้ามเนื้อเริ่มตึง หรือสูดดมก่อนเข้าประชุมในวันที่ต้องใช้สมาธิมาก
ปรับโต๊ะทำงานสักนิด ปวดน้อยลง
ทำเป็นกิจวัตร 5 นาทีต่อวัน
ไม่ต้องรอให้ป่วยหนัก แค่ห้านาทีระหว่างวันก็ช่วยได้ เช่น ยืดกล้ามเนื้อคอและบ่า เดินสัก 200 ก้าว และใช้จังหวะนั้นสูดดมกลิ่นสมุนไพรเพื่อรีเซ็ตความตึงของวันทำงาน การทำสม่ำเสมอสำคัญกว่าการทำครั้งใหญ่
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลลัพธ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล · หากมีอาการรุนแรงหรือต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร